แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Office แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Office แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปรับความละเอียดสำหรับการส่งออกภาพนิ่ง (dpi) ของ PowerPoint และ LibreOffice Impress

ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์เป็นโปรแกรมนำเสนองานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ความสามารถหนึ่งที่หลายคนคงเคยใช้คือการนำมาทำไดอะแกรม ทำแผนภาพ แล้วส่งออกไปใช้ในโปรแกรมอื่น ๆ ด้วยความสามารถวางออบเจ็คต์ต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างอิสระของเพาเวอร์พอยต์ พอทำเสร็จ ค่อยบันทึกไฟล์ให้เป็น JPG หรือ PNG เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไฟล์ไปแทรกไว้ในเอกสารอื่น ๆ หรือส่งไปอัดเป็นรูปภาพตามร้านได้ง่าย ๆ แต่ภาพที่ส่งออกไปแม้จะดูคมชัดบนจอภาพ แต่พิมพ์ออกมากลับเกรนแตกใช้งานไม่ได้เลย เป็นเช่นนี้เนื่องจากความละเอียดของการส่งออกไฟล์ของเพาเวอร์พอยต์ตามปกติตั้งไว้เพียงแค่ 96 dpi เท่านั้น ขณะที่ความละเอียดสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายคือ 300 dpi

วันนี้มานั่งทำไดอะแกรมบนเพาเวอร์พอยต์ 2010 ตั้งใจจะส่งภาพออกไปแทรกในเอกสารเลยพบว่าไฟล์ที่ได้เกรนแตก นึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่ติดตั้งเครื่องนี้มายังไม่เคยตั้งค่าใหม่นี่นา เคยทำตั้งแต่สมัยใช้ออฟฟิศ 2003 บนเครื่องเก่าเมื่อนานมาแล้ว เลยต้องอาศัยเว็บสนับสนุนของไมโครซอฟต์ http://support.microsoft.com/kb/827745/th ช่วยรื้อฟื้นวิธีตั้งค่ากลับมาอีกครั้ง สรุปรวม ๆ ก็คือการตั้งค่า dpi สำหรับการส่งออกภาพในเพาเวอร์พอยต์นั้น ต้องไปแก้ไขรีจิสตรี้ของระบบด้วยโปรแกรม regedit ไปแก้ไขที่

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Office\XX.X\PowerPoint\Options

โดย XX.X ที่เห็นนั้นคือเลขเวอร์ชันที่เราใช้นั่นเอง เช่นออฟฟิศ 2010 ก็คือเวอร์ชัน 14.0 จากนั้น เข้าไปสร้างคีย์ใหม่ชนิด DWORD ขนาด 32 บิต ชื่อ ExportBitmapResolution กำหนดค่าตามต้องการ เช่นต้องการใช้ 300 dpi ก็ใส่ค่า 300 อย่าลืมเลือกเป็นเลขฐาน 10 หรือ decimal ด้วยครับ


คิดเล่น ๆ ฟังก์ชันนี้ จริง ๆ ก็น่าจะมีคนต้องการใช้หลายคน ขนาดบนเว็บไมโครซอฟต์เองยังต้องบอกวิธีตั้งค่าในรีจิสตรี้ไว้ให้ แถมมีตั้งแต่เวอร์ชัน 2003 ยัน 2013 ห่างกันถึง 10 ปี การตั้งค่าก็ง่ายดาย เพียงแค่ไปใส่เลขตัวเดียว แล้วทำไมพี่แกไม่ทำออกมาเป็นตัวเลือกในโปรแกรมซะเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่เอาเถอะ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น จะว่าไป ไหน ๆ ก็ต้องกำหนดค่าใช้เพาเวอร์พอยต์แล้ว ไปกำหนดให้ลิเบอร์ออฟฟิศด้วยซะเลยดีกว่า ต่อไปจะใช้ตัวไหนจะได้ไม่เสียเวลามานั่งทำอีก แต่เดี๋ยวก่อน เปิดลิเบอร์ออฟฟิศอิมเพรสขึ้นมาลองส่งออกไฟล์ เจอกล่องโต้ตอบนี้ขึ้นมา


ตั้งค่าความละเอียด ความกว้าง ความสูงของภาพที่ส่งออกได้ทันที นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ไม่ต้องไปยุ่งกับรีจิสตรี้ ใช้กับระบบปฏิบัติการอะไรก็ได้ บางครั้งก็รู้สึกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ค่ายใหญ่ ๆ ก็ลืมคิดถึงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้นะ

ว่าแล้ว เปลี่ยนมาใช้ลิเบอร์ออฟฟิศกันเถอะ ^_^

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Activate Windows และ Office ผ่าน KMS โดยไม่ใช้ DNS

องค์กรขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ตั้งแต่ Vista (ใครยังใช้อยู่บ้าง?) และไมโครซอฟต์ออฟฟิศตั้งแต่รุ่น 2007 ขึ้นไป มักติดตั้ง Key Management Server (KMS) ไว้เพื่อ activate ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในองค์กรของตน เพราะถ้าต้องเข้าเน็ตเพื่อ activate ซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์นับร้อยเครื่องผ่านอินเทอร์เน็ตคงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก โดยทั่วไป service record จะถูกกำหนดไว้ใน DNS ขององค์กร เมื่อเครื่องใดต้องการ activate ก็จะตรวจสอบจาก DNS ได้ทันที ว่าต้องส่งคำขอไปที่เครื่องใดในเครือข่าย แต่บางกรณีคอมพิวเตอร์บางส่วนในองค์กรอาจอยู่ต่าง VLAN หรือไม่สามารถติดต่อกับ DNS ที่ให้บริการนี้โดยตรงได้ เรายังคง activate ซอฟต์แวร์แบบ manual ได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ติดตั้งวินโดวส์และออฟฟิศโดยใช้แผ่นติดตั้งแบบ Enterprise (เข้าไปดาวน์โหลดอิมเมจสำหรับซอฟต์แวร์ที่องค์กรมีสิทธิใช้ได้จาก Microsoft Volume licensing service Center หรือง่่ายกว่านั้น ขอแผ่นจากฝ่ายไอทีครับ) โดยไม่ต้องใส่ license key ใด ๆ

2. เปิด command prompt ด้วยสิทธิ Administrator

 

3. คำสั่งสำหรับการจัดการไวเซนส์สำหรับวินโดวส์เป็น VB script "slmgr.vbs" พารามิเตอร์ /skms แล้วระบุชื่อเต็ม ๆ ของ KMS ขององค์กร ในที่นี้สมมุติให้ใช้ชื่อ kms.องค์กร.com

cscript slmgr.vbs /skms kms.องค์กร.com

4. จากนั้นถึงกำหนด activate วินโดวส์ก็จะส่งคำขอและเปิดใช้งานเองโดยอัตโนมัติ หรือหากต้องการให้ activate ทันทีก็ทำได้ด้วยคำสั่ง

cscript slmgr.vbs /ato

ถ้าการเปิดใช้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อใช้พารามิเตอร์ /dli เพื่อตรวจสอบสถานะการ activate ก็จะแสดงสถานะเป็น Licensed ดังนี้


5. สำหรับชุดโปรแกรมออฟฟิศ เราต้องเปลี่ยนพาธไปที่ไดเรกตอรีของ Office เสียก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและรุ่นของออฟฟิศที่ใช้ สำหรับวินโดวส์ 32 บิต อยู่ภายใต้ Program Files แต่สำหรับวินโดวส์ 64 บิต จะอยู่ใต้ Program Files (x86) จากนั้นเข้าไปใต้ Microsoft Office และ Office ตามรุ่นที่ใช้ตามลำดับ ใช้คำสั่ง cd เปลี่ยนพาธตามความถนัดครับ สำหรับตัวอย่างด้านล่าง เป็นเครื่องที่ใช้วินโดวส์ 32 บิต และออฟฟิศรุ่น 2010

cd "\Program Files\Microsoft Office\Office14"

6. VB script สำหรับจัดการไลเซนส์ของวินโดวส์ คือ ospp.vbs ซึ่งอยู่ใต้ไดเรกตอรีข้างต้น พารามิเตอร์สำหรับระบุ KMS ขององค์กรให้ใช้คำสั่งดังนี้

cscript ospp.vbs /sethst:kms.องค์กร.com

7. หากต้องการให้ activate ทันที ให้ใช้คำสั่ง

cscript ospp.vbs /act

การตรวจสอบสถานะการเปิดใช้สำหรับออฟฟิศ ให้ใช้พารามิเตอร์ /dstatus หากการ activate เรียบร้อย ก็จะแสดงสถานะเป็น Licensed เช่นกัน หากในเครื่อง ติดตั้งโปรแกรมอื่นในชุดออฟฟิศอย่างเช่น Visio และ Project การเปิดใช้ก็จะส่งผลต่อโปรแกรมเหล่านี้ด้วยทันที

อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์ของการใช้ KMS คือการ activate ซอฟต์แวร์ภายในองค์กร หากเรารู้ชื่อ KMS Host ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต จะแอบไปเปิดใช้ผ่านหน่วยงานนั้น ๆ ได้ไหม คำตอบคือ "ได้" หากคำขอของเราผ่านไฟร์วอลล์ไปถึง KMS แต่โดยทั่วไป ทุกองค์กรล้วนต้องปกป้องสิทธิการใช้งานของตน และมักกำหนดสิทธิให้เข้าถึงได้จากภายในองค์กรเท่านั้น หรือถ้าหน่วยงานใดไม่ได้กำหนดไว้ แนะนำให้บล็อคโดยด่วนครับ

ถึงตอนนี้การเปิดใช้ทั้งวินโดวส์และออฟฟิศสำหรับคอมพิวเตอร์ในองค์กรของเราก็เสร็จเรียบร้อย หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องกำหนดพารามิเตอร์ให้ต่างกันด้วย โปรแกรมจากค่ายเดียวกันแท้ ๆ ... นั่นสิ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ^_^