แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DNS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DNS แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ใช้ Google Apps อย่าลืมใส่ SPF record เพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้ในการส่งอีเมล

หลายคนที่ใช้ Google Apps คงทราบดีว่าเราต้องกำหนดค่าใน DNS เพื่อให้ชื่อโฮสต์ต่าง ๆ สำหรับเมลเซอร์ฟเวอร์ และบริการอื่น ๆ เช่นปฏิทิน ภายใต้โดเมนเนมขององค์กรต้องชี้ไปยังเซอร์ฟเวอร์หลักของ Google สำหรับบริการอื่น ๆ เพียงให้ชี้ชื่อโฮสต์ไปยังเครื่องหลักก็ใช้งานได้แล้ว แต่บริการเช่นอีเมลซึ่งมักได้รับผลกระทบจาก spam ที่มีผู้พยายามส่งอีเมลผ่านโดเมนต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของโดเมนอยู่ตลอดเวลา เช่น อ้างว่าส่งมาจาก Gmail หรือ Hotmail ทั้งที่จริง ๆ แล้วส่งมาจากเซอร์ฟเวอร์ SMTP ที่ตั้งขึ้นมาเองเท่านั้น จนกระทั่งหลายครั้งผู้ส่งเมลที่มีสิทธิจริง ๆ ก็กลับโดนดุไม่ให้ส่งซะอย่างนั้น


เปิดดูรายละเอียดในเฮดเดอร์ของอีเมลจะพบข้อสังเกตดังรูป โดย Google ระบุว่า Received-SPF: neutral โดย SPF ย่อมาจาก Sender Policy Framework ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบว่าเมลเซอร์ฟเวอร์ที่ส่งเมลฉบับนั้น ๆ มาได้รับอนุญาตให้ส่งเมลสำหรับโดเมนนั้นหรือไม่ ในที่นี้เนื่องจากไม่ได้กำหนดเอาไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ทำให้ถูกตีว่าอาจเป็น spam

วิธีการกำหนดว่าจะให้สิทธิเครื่องไหนเป็นผู้ส่งอีเมลสำหรับโดเมนของเราก็ต้องไปตั้งไว้ใน DNS ซึ่ง Google ก็อธิบายไว้ให้อย่างชัดเจนที่นี่ ใครใช้ Bind เป็น DNS ก็แค่เพิ่ม TXT record ไว้ดังนี้

@    IN    TXT    "v=spf1 include:_spf.google.com ~all"

เพียงเท่านี้ใครได้รับอีเมลจากโดเมนของเราผ่านเมลเซอร์ฟเวอร์ของ Google ก็รู้ได้ทันทีว่าเมลนี้ได้รับอนุญาต เมื่อตรวจสอบจากเฮดเดอร์จะพบว่าข้อความกลายเป็นดังรูปนี้


Received-SPF กลายเป็น pass ทำให้การรับ-ส่งเมลโดยเฉพาะการส่งเข้ากลุ่มทำได้ง่ายขึ้น เมลถูกตีกลับก็ลดลง การเพิ่ม SPF record เข้าไปใน DNS ทำได้ง่าย ๆ ฟรี ๆ แบบนี้ เข้าไปตั้งไว้เถอะครับ แล้วการส่งอีเมลจะสะดวกสบายขึ้นเยอะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Activate Windows และ Office ผ่าน KMS โดยไม่ใช้ DNS

องค์กรขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ตั้งแต่ Vista (ใครยังใช้อยู่บ้าง?) และไมโครซอฟต์ออฟฟิศตั้งแต่รุ่น 2007 ขึ้นไป มักติดตั้ง Key Management Server (KMS) ไว้เพื่อ activate ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในองค์กรของตน เพราะถ้าต้องเข้าเน็ตเพื่อ activate ซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์นับร้อยเครื่องผ่านอินเทอร์เน็ตคงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก โดยทั่วไป service record จะถูกกำหนดไว้ใน DNS ขององค์กร เมื่อเครื่องใดต้องการ activate ก็จะตรวจสอบจาก DNS ได้ทันที ว่าต้องส่งคำขอไปที่เครื่องใดในเครือข่าย แต่บางกรณีคอมพิวเตอร์บางส่วนในองค์กรอาจอยู่ต่าง VLAN หรือไม่สามารถติดต่อกับ DNS ที่ให้บริการนี้โดยตรงได้ เรายังคง activate ซอฟต์แวร์แบบ manual ได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ติดตั้งวินโดวส์และออฟฟิศโดยใช้แผ่นติดตั้งแบบ Enterprise (เข้าไปดาวน์โหลดอิมเมจสำหรับซอฟต์แวร์ที่องค์กรมีสิทธิใช้ได้จาก Microsoft Volume licensing service Center หรือง่่ายกว่านั้น ขอแผ่นจากฝ่ายไอทีครับ) โดยไม่ต้องใส่ license key ใด ๆ

2. เปิด command prompt ด้วยสิทธิ Administrator

 

3. คำสั่งสำหรับการจัดการไวเซนส์สำหรับวินโดวส์เป็น VB script "slmgr.vbs" พารามิเตอร์ /skms แล้วระบุชื่อเต็ม ๆ ของ KMS ขององค์กร ในที่นี้สมมุติให้ใช้ชื่อ kms.องค์กร.com

cscript slmgr.vbs /skms kms.องค์กร.com

4. จากนั้นถึงกำหนด activate วินโดวส์ก็จะส่งคำขอและเปิดใช้งานเองโดยอัตโนมัติ หรือหากต้องการให้ activate ทันทีก็ทำได้ด้วยคำสั่ง

cscript slmgr.vbs /ato

ถ้าการเปิดใช้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อใช้พารามิเตอร์ /dli เพื่อตรวจสอบสถานะการ activate ก็จะแสดงสถานะเป็น Licensed ดังนี้


5. สำหรับชุดโปรแกรมออฟฟิศ เราต้องเปลี่ยนพาธไปที่ไดเรกตอรีของ Office เสียก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและรุ่นของออฟฟิศที่ใช้ สำหรับวินโดวส์ 32 บิต อยู่ภายใต้ Program Files แต่สำหรับวินโดวส์ 64 บิต จะอยู่ใต้ Program Files (x86) จากนั้นเข้าไปใต้ Microsoft Office และ Office ตามรุ่นที่ใช้ตามลำดับ ใช้คำสั่ง cd เปลี่ยนพาธตามความถนัดครับ สำหรับตัวอย่างด้านล่าง เป็นเครื่องที่ใช้วินโดวส์ 32 บิต และออฟฟิศรุ่น 2010

cd "\Program Files\Microsoft Office\Office14"

6. VB script สำหรับจัดการไลเซนส์ของวินโดวส์ คือ ospp.vbs ซึ่งอยู่ใต้ไดเรกตอรีข้างต้น พารามิเตอร์สำหรับระบุ KMS ขององค์กรให้ใช้คำสั่งดังนี้

cscript ospp.vbs /sethst:kms.องค์กร.com

7. หากต้องการให้ activate ทันที ให้ใช้คำสั่ง

cscript ospp.vbs /act

การตรวจสอบสถานะการเปิดใช้สำหรับออฟฟิศ ให้ใช้พารามิเตอร์ /dstatus หากการ activate เรียบร้อย ก็จะแสดงสถานะเป็น Licensed เช่นกัน หากในเครื่อง ติดตั้งโปรแกรมอื่นในชุดออฟฟิศอย่างเช่น Visio และ Project การเปิดใช้ก็จะส่งผลต่อโปรแกรมเหล่านี้ด้วยทันที

อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์ของการใช้ KMS คือการ activate ซอฟต์แวร์ภายในองค์กร หากเรารู้ชื่อ KMS Host ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต จะแอบไปเปิดใช้ผ่านหน่วยงานนั้น ๆ ได้ไหม คำตอบคือ "ได้" หากคำขอของเราผ่านไฟร์วอลล์ไปถึง KMS แต่โดยทั่วไป ทุกองค์กรล้วนต้องปกป้องสิทธิการใช้งานของตน และมักกำหนดสิทธิให้เข้าถึงได้จากภายในองค์กรเท่านั้น หรือถ้าหน่วยงานใดไม่ได้กำหนดไว้ แนะนำให้บล็อคโดยด่วนครับ

ถึงตอนนี้การเปิดใช้ทั้งวินโดวส์และออฟฟิศสำหรับคอมพิวเตอร์ในองค์กรของเราก็เสร็จเรียบร้อย หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องกำหนดพารามิเตอร์ให้ต่างกันด้วย โปรแกรมจากค่ายเดียวกันแท้ ๆ ... นั่นสิ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ^_^