แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Administration แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Administration แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ใช้ Google Apps อย่าลืมใส่ SPF record เพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้ในการส่งอีเมล

หลายคนที่ใช้ Google Apps คงทราบดีว่าเราต้องกำหนดค่าใน DNS เพื่อให้ชื่อโฮสต์ต่าง ๆ สำหรับเมลเซอร์ฟเวอร์ และบริการอื่น ๆ เช่นปฏิทิน ภายใต้โดเมนเนมขององค์กรต้องชี้ไปยังเซอร์ฟเวอร์หลักของ Google สำหรับบริการอื่น ๆ เพียงให้ชี้ชื่อโฮสต์ไปยังเครื่องหลักก็ใช้งานได้แล้ว แต่บริการเช่นอีเมลซึ่งมักได้รับผลกระทบจาก spam ที่มีผู้พยายามส่งอีเมลผ่านโดเมนต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของโดเมนอยู่ตลอดเวลา เช่น อ้างว่าส่งมาจาก Gmail หรือ Hotmail ทั้งที่จริง ๆ แล้วส่งมาจากเซอร์ฟเวอร์ SMTP ที่ตั้งขึ้นมาเองเท่านั้น จนกระทั่งหลายครั้งผู้ส่งเมลที่มีสิทธิจริง ๆ ก็กลับโดนดุไม่ให้ส่งซะอย่างนั้น


เปิดดูรายละเอียดในเฮดเดอร์ของอีเมลจะพบข้อสังเกตดังรูป โดย Google ระบุว่า Received-SPF: neutral โดย SPF ย่อมาจาก Sender Policy Framework ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบว่าเมลเซอร์ฟเวอร์ที่ส่งเมลฉบับนั้น ๆ มาได้รับอนุญาตให้ส่งเมลสำหรับโดเมนนั้นหรือไม่ ในที่นี้เนื่องจากไม่ได้กำหนดเอาไว้ จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ทำให้ถูกตีว่าอาจเป็น spam

วิธีการกำหนดว่าจะให้สิทธิเครื่องไหนเป็นผู้ส่งอีเมลสำหรับโดเมนของเราก็ต้องไปตั้งไว้ใน DNS ซึ่ง Google ก็อธิบายไว้ให้อย่างชัดเจนที่นี่ ใครใช้ Bind เป็น DNS ก็แค่เพิ่ม TXT record ไว้ดังนี้

@    IN    TXT    "v=spf1 include:_spf.google.com ~all"

เพียงเท่านี้ใครได้รับอีเมลจากโดเมนของเราผ่านเมลเซอร์ฟเวอร์ของ Google ก็รู้ได้ทันทีว่าเมลนี้ได้รับอนุญาต เมื่อตรวจสอบจากเฮดเดอร์จะพบว่าข้อความกลายเป็นดังรูปนี้


Received-SPF กลายเป็น pass ทำให้การรับ-ส่งเมลโดยเฉพาะการส่งเข้ากลุ่มทำได้ง่ายขึ้น เมลถูกตีกลับก็ลดลง การเพิ่ม SPF record เข้าไปใน DNS ทำได้ง่าย ๆ ฟรี ๆ แบบนี้ เข้าไปตั้งไว้เถอะครับ แล้วการส่งอีเมลจะสะดวกสบายขึ้นเยอะ

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Remote Desktop ไปใช้ Linux จาก Windows ได้ง่าย ๆ ด้วย Xrdp

บ้านเราทำยังไงลินุกซ์ก็ยังไม่แพร่หลายบนเดสก์ทอปสักที ทั้งที่หลาย ๆ บริษัทต่างก็เริ่มลงลินุกซ์ค่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะ Ubuntu มาให้ในคอมพิวเตอร์ของตน แต่ทางฝั่งเซอร์ฟเวอร์ แอดมินส่วนใหญ่ต่างก็คุ้นเคยกับลินุกซ์กันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการ remote เข้าไปแบบบรรทัดคำสั่งด้วย SSH หรือ telnet (ใครยังใช้อยู่บ้าง?) ขณะที่ฝั่ง Windows Server แม้จะมี Powershell เข้ามาอำนวยความสะดวก แต่ส่วนใหญ่ก็คงต้องเข้าไปใช้ผ่าน remote desktop อยู่ดี วันนี้เลยนึกสนุกลองตั้งโจทย์ว่าถ้าจะ remote จากวินโดวส์เข้าไปใช้ลินุกซ์แบบเดสก์ทอปบ้างล่ะ จะได้ไหม

เนื่องจากโปรโตคอลที่ใช้ remote desktop ของวินโดวส์คือ RDP เลยลองค้น RDP for X Windows ใน Google เว็บแรกที่เจอก็คือ http://www.xrdp.org/ ซึ่งเป็น RDP server แบบ open source ลองเข้าไปที่เครื่อง Ubuntu 12.04 แล้ว apt-get install xrdp แพคเกจที่ต้องใช้ก็ดาวน์โหลดมาติดตั้งให้เรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ


จากฝั่งวินโดวส์ เปิดโปรแกรมรีโมทเดสก์ทอปขึ้นมาตามปกติ ใส่ชื่อหรือไอพีของเครื่อง Linux ที่ต้องการ เมื่อเชื่อมต่อแล้วก่อนอื่นต้องป้อนผู้ใช้กับรหัสผ่านอย่างในรูปที่เห็นนี้เสียก่อน สำหรับ module ให้ใช้ค่าตั้งต้น sesman-Xvnc ได้เลย เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้าใช้ Ubuntu ในแบบเดสก์ทอปได้แล้ว


และเมื่อใช้เดสก์ทอปได้ อีกวิธีที่น่าสนใจคือสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็น VDI หรือ Virtual Desktop Infrastructure ก็ได้ จริง ๆ ช่วงที่ผ่านมาศึกษาแนวทางการทำ VDI กับ Windows มาพักใหญ่ แต่เริ่มถอดใจกับความยุ่งยากเกี่ยวกับไลเซนส์ ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบและใช้ไลเซนส์ประกอบกันทั้งฝั่งเซอร์ฟเวอร์และไคลเอนท์ให้ถูกต้อง กล่าวได้อีกอย่างว่างกนั่นเอง ถ้ามีโอกาสได้ implement จริง ๆ จัง ๆ จะนำมาเล่าสู่กันฟังในภายหลังครับ



สำหรับการ remote desktop ด้วย xrdp นี้ ถ้าใครได้ลองแล้วคงรู้สึกว่าออกจะตอบสนองช้าสักหน่อย สามารถเพิ่มความเร็วด้วยโดยแลกกับจำนวนสีที่ใช้ในการแสดงผล ซึ่งที่ 16 bit หรือ High Color ก็ใช้ได้อยู่ หรือไม่ก็ต้องหา solution อื่น แต่สาเหตุที่เลือกใช้วิธีนี้หลัก ๆ ก็คือสามารถเข้าถึงได้จาก Windows ทุกเครื่องโดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เพิ่มเติม ถ้าจำเป็นเข้าเน็ตคาเฟ่ที่ไหนก็รีโมตไปได้ เผื่อไว้ยามจำเป็นครับ

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มาลด traffic จากการ update Debian และ Ubuntu ด้วย apt-cache กันดีกว่า

หลายหน่วยงานคงมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการลินุกซ์กันอยู่ไม่มากก็น้อย ทางฝั่งเซอร์ฟเวอร์หลัก ๆ คงไม่พ้น RedHat, CentOS หรือไม่ก็ Debian แต่ระยะหลัง ๆ ก็เริ่มเห็น Ubuntu Server เพิ่มขึ้นมาบ้าง ขณะที่ฝั่งเดสก์ทอปโดยเฉพาะในบ้านเราคงหนีไม่พ้น Ubuntu เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่ายิ่งมีคอมพิวเตอร์จำนวนมาก เวลาอัพเดตแต่ละครั้งย่อมเกิด traffic เยอะมากเช่นกัน หรือในห้องแล็บสำหรับการเรียนการสอนที่ต้องติดตั้งแพคเกจเพิ่มเติมเป็นประจำ บางครั้งกว่าจะติดตั้งเสร็จครบทุกเครื่องก็หมดชั่วโมงพอดี จะตั้ง mirror ไว้เองก็อาจเกินความจำเป็น แค่ใช้แคชมาช่วยเก็บแพคเกจเท่าที่ใช้จริงก็เพียงพอแล้ว

Apt-cache เซอร์ฟเวอร์

สำหรับครั้งนี้ขอกล่าวถึงระบบแคชสำหรับติดตั้งแพคเกจของ Debian และ Ubuntu กันก่อน ซึ่งถ้ามีเซอร์ฟเวอร์หรือเครื่องที่รัน Debian หรือ Ubuntu อยู่แล้วก็นำมาใช้ได้เลย จะเป็น text หรือ graphic mode ก็ได้ ขอแค่เข้าเน็ตไปดาวน์โหลดแพคเกจมาเก็บไว้ได้เท่านั้น ติดตั้งง่ายมากด้วยคำสั่งเพียงบรรทัดเดียว

apt-get install apt-cache

ถ้าให้ดี เครื่องที่ทำหน้าที่เป็น apt cache นี้ควรเป็นเครื่องที่เข้าเน็ตได้โดยไม่ต้องผ่านการ authenticate และควรเข้าถึงได้จากเครื่องอื่น ๆ ภายในองค์กรของตนได้ด้วยชื่อ ตั้งให้จำง่าย ๆ อย่าง abc ก็ได้ครับ หลังจากติดตั้งแล้วก็ต้องแก้ไขค่าต่าง ๆ เล็กน้อย ในไฟล์ /etc/apt-cacher/apt-cacher.conf ส่วนใหญ่ก็มีรายละเอียดอยู่แล้ว แค่ปลดคอมเมนต์หรือแก้ไขค่าตามต้องการบางข้อเท่านั้น

daemon_port = 3142

ปกติ apt-cache คอยรับการเชื่อมต่อที่พอร์ต 3142 แต่จริง ๆ โปรโตคอลที่ใช้ก็คือ HTTP และโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซอร์ฟเวอร์ก็คือ Apache นั่นเอง ดังนั้นหากต้องการเข้าถึง cache ก็ใช้ http://abc:3142 ได้เลย หรือถ้าเครื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเว็บเซอร์ฟเวอร์อยู่ จะใช้แคชเป็นเว็บหลักก็ย่อมได้ เพียงแก้ตัวเลือกนี้เป็น 80 เท่านั้น

allowed_hosts = 172.16.0.0/16; 192.168.1.0/24;

รายการหมายเลขไอพีของโฮสต์ที่สามารถเข้ามาใช้แคชได้ หน่วยงานไหนใช้ช่วงไอพีช่วงไหนก็ใส่ไว้ตามนั้นได้เลย คั่นไว้ด้วยเซมิโคลอนครับ

path_map = debian ftp.th.debian.org/debian; debian-sec security.debian.org; ubuntu th.archive.ubuntu.com/ubuntu; ubuntu-sec security.ubuntu.com/ubuntu;

ตัวเลือก path_map ใช้กำหนดชื่อสำหรับอ้างถึง mirror ของ apt source ต่าง ๆ ในที่นี้ต้องการใช้ apt-cache นี้สำหรับทั้ง Debian และ Ubuntu จึงมีรายละเอียดดังที่เห็นข้างต้น ซึ่งจริง ๆ รายการโฮสต์สำหรับมาใส่ในตัวเลือกนี้ก็ไปดูจาก /etc/apt/sources.list ของเครื่องไคลเอนต์ได้เลย

Sources.list ของไคลเอนต์

หลังจากกำหนดค่าต่าง ๆ บนเซอร์ฟเวอร์เสร็จแล้ว ทุกเครื่องทางฝั่งไคลเอนต์ก็ต้องแก้ไขไฟล์ /etc/apt/sources.list โดยใช้ชื่อที่กำหนดไว้ใน path_map ของเซอร์ฟเวอร์มาใช้ เช่นจากเดิม

deb http://ftp.th.debian.org/debian/ wheezy main
deb-src http://ftp.th.debian.org/debian/ wheezy main

deb http://security.debian.org/ wheezy/updates main
deb-src http://security.debian.org/ wheezy/updates main

แก้เป็น

deb http://abc:3142/debian wheezy main
deb-src http://abc:3142/debian wheezy main

deb http://abc:3142/debian-sec wheezy/updates main
deb-src  http://abc:3142/debian-sec wheezy/updates main

ซึ่งชื่อโฮสต์ abc ก็แก้ไขให้เป็นไปตามที่ใช้จริงได้เลย ในทางกลับกัน หากในตัวเลือก daemon_port กำหนดเป็น 80 ก็ไม่ต้องระบุ port ครับ

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปรับความละเอียดสำหรับการส่งออกภาพนิ่ง (dpi) ของ PowerPoint และ LibreOffice Impress

ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์เป็นโปรแกรมนำเสนองานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ความสามารถหนึ่งที่หลายคนคงเคยใช้คือการนำมาทำไดอะแกรม ทำแผนภาพ แล้วส่งออกไปใช้ในโปรแกรมอื่น ๆ ด้วยความสามารถวางออบเจ็คต์ต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างอิสระของเพาเวอร์พอยต์ พอทำเสร็จ ค่อยบันทึกไฟล์ให้เป็น JPG หรือ PNG เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไฟล์ไปแทรกไว้ในเอกสารอื่น ๆ หรือส่งไปอัดเป็นรูปภาพตามร้านได้ง่าย ๆ แต่ภาพที่ส่งออกไปแม้จะดูคมชัดบนจอภาพ แต่พิมพ์ออกมากลับเกรนแตกใช้งานไม่ได้เลย เป็นเช่นนี้เนื่องจากความละเอียดของการส่งออกไฟล์ของเพาเวอร์พอยต์ตามปกติตั้งไว้เพียงแค่ 96 dpi เท่านั้น ขณะที่ความละเอียดสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายคือ 300 dpi

วันนี้มานั่งทำไดอะแกรมบนเพาเวอร์พอยต์ 2010 ตั้งใจจะส่งภาพออกไปแทรกในเอกสารเลยพบว่าไฟล์ที่ได้เกรนแตก นึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่ติดตั้งเครื่องนี้มายังไม่เคยตั้งค่าใหม่นี่นา เคยทำตั้งแต่สมัยใช้ออฟฟิศ 2003 บนเครื่องเก่าเมื่อนานมาแล้ว เลยต้องอาศัยเว็บสนับสนุนของไมโครซอฟต์ http://support.microsoft.com/kb/827745/th ช่วยรื้อฟื้นวิธีตั้งค่ากลับมาอีกครั้ง สรุปรวม ๆ ก็คือการตั้งค่า dpi สำหรับการส่งออกภาพในเพาเวอร์พอยต์นั้น ต้องไปแก้ไขรีจิสตรี้ของระบบด้วยโปรแกรม regedit ไปแก้ไขที่

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Office\XX.X\PowerPoint\Options

โดย XX.X ที่เห็นนั้นคือเลขเวอร์ชันที่เราใช้นั่นเอง เช่นออฟฟิศ 2010 ก็คือเวอร์ชัน 14.0 จากนั้น เข้าไปสร้างคีย์ใหม่ชนิด DWORD ขนาด 32 บิต ชื่อ ExportBitmapResolution กำหนดค่าตามต้องการ เช่นต้องการใช้ 300 dpi ก็ใส่ค่า 300 อย่าลืมเลือกเป็นเลขฐาน 10 หรือ decimal ด้วยครับ


คิดเล่น ๆ ฟังก์ชันนี้ จริง ๆ ก็น่าจะมีคนต้องการใช้หลายคน ขนาดบนเว็บไมโครซอฟต์เองยังต้องบอกวิธีตั้งค่าในรีจิสตรี้ไว้ให้ แถมมีตั้งแต่เวอร์ชัน 2003 ยัน 2013 ห่างกันถึง 10 ปี การตั้งค่าก็ง่ายดาย เพียงแค่ไปใส่เลขตัวเดียว แล้วทำไมพี่แกไม่ทำออกมาเป็นตัวเลือกในโปรแกรมซะเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่เอาเถอะ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น จะว่าไป ไหน ๆ ก็ต้องกำหนดค่าใช้เพาเวอร์พอยต์แล้ว ไปกำหนดให้ลิเบอร์ออฟฟิศด้วยซะเลยดีกว่า ต่อไปจะใช้ตัวไหนจะได้ไม่เสียเวลามานั่งทำอีก แต่เดี๋ยวก่อน เปิดลิเบอร์ออฟฟิศอิมเพรสขึ้นมาลองส่งออกไฟล์ เจอกล่องโต้ตอบนี้ขึ้นมา


ตั้งค่าความละเอียด ความกว้าง ความสูงของภาพที่ส่งออกได้ทันที นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ไม่ต้องไปยุ่งกับรีจิสตรี้ ใช้กับระบบปฏิบัติการอะไรก็ได้ บางครั้งก็รู้สึกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ค่ายใหญ่ ๆ ก็ลืมคิดถึงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้นะ

ว่าแล้ว เปลี่ยนมาใช้ลิเบอร์ออฟฟิศกันเถอะ ^_^

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปิด IPv6 บน Debian 7

หลักสำคัญของการเพิ่มความเข้มแข็งให้มาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ใด ๆ ประการหนึ่งก็คือการปิดอะไรทั้งหลายที่ไม่ได้ใช้ซะ แต่สิ่งหนึ่งที่แถมมากับระบบปฏิบัตการใหม่ ๆ ก็คือ IPv6 ที่จริงถ้าองค์กรของเราใช้อยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ได้ใช้แล้วเครื่องของเราเปิดทิ้งไว้ก็จะกลายเป็นประตูที่รอให้มีผู้บุกรุกโจมตีได้

วันนี้บังเอิญติดตั้งระบบใหม่โดยเลือกใช้ Debian 7 ไหน ๆ ก็เปิดคู่มือหาวิธีปิด IPv6 แล้ว ขอโพสต์ไว้เผื่อใครจะใช้ในลำดับต่อไปสักหน่อย เนื่องจาก IPv6 เป็นคุณสมบัติที่มากับเคอร์แนล การจะปิดฟังก์ชันนี้จึงต้องไปกำหนดค่าไว้ใน /etc/sysctl.d ซึ่งจริง ๆ อาจตั้งชื่อไฟล์ local.conf แล้วป้อนพารามิเตอร์ตามต้องการ หรือจะแยก conf ไฟล์สำหรับแต่ละตัวเลือกก็ได้ ในที่นี้ใช้วิธีสร้างไฟล์ใหม่ด้วยคำสั่งนี้

echo net.ipv6.conf.all.disable_ipv6=1 > /etc/sysctl.d/disableipv6.conf

หลังจากบูตเครื่องใหม่ IPv6 ก็จะถูกปิดไว้โดยอัตโนมัติ ตรวจสอบง่าย ๆ ด้วยคำสั่ง ifconfig อีกครั้ง สำหรับ distro หรือเวอร์ชันอื่น ๆ จริง ๆ ก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยเฉพาะ Debian กับ Ubuntu ที่ใช้โครงสร้างไดเรกทอรีเดียวกัน แต่สำหรับ CentOS ก็เพิ่มตัวเลือก disable_ipv6=1 นี้ไว้ในไฟล์ /etc/sysctl.conf แทนได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Activate Windows และ Office ผ่าน KMS โดยไม่ใช้ DNS

องค์กรขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ตั้งแต่ Vista (ใครยังใช้อยู่บ้าง?) และไมโครซอฟต์ออฟฟิศตั้งแต่รุ่น 2007 ขึ้นไป มักติดตั้ง Key Management Server (KMS) ไว้เพื่อ activate ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในองค์กรของตน เพราะถ้าต้องเข้าเน็ตเพื่อ activate ซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์นับร้อยเครื่องผ่านอินเทอร์เน็ตคงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก โดยทั่วไป service record จะถูกกำหนดไว้ใน DNS ขององค์กร เมื่อเครื่องใดต้องการ activate ก็จะตรวจสอบจาก DNS ได้ทันที ว่าต้องส่งคำขอไปที่เครื่องใดในเครือข่าย แต่บางกรณีคอมพิวเตอร์บางส่วนในองค์กรอาจอยู่ต่าง VLAN หรือไม่สามารถติดต่อกับ DNS ที่ให้บริการนี้โดยตรงได้ เรายังคง activate ซอฟต์แวร์แบบ manual ได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ติดตั้งวินโดวส์และออฟฟิศโดยใช้แผ่นติดตั้งแบบ Enterprise (เข้าไปดาวน์โหลดอิมเมจสำหรับซอฟต์แวร์ที่องค์กรมีสิทธิใช้ได้จาก Microsoft Volume licensing service Center หรือง่่ายกว่านั้น ขอแผ่นจากฝ่ายไอทีครับ) โดยไม่ต้องใส่ license key ใด ๆ

2. เปิด command prompt ด้วยสิทธิ Administrator

 

3. คำสั่งสำหรับการจัดการไวเซนส์สำหรับวินโดวส์เป็น VB script "slmgr.vbs" พารามิเตอร์ /skms แล้วระบุชื่อเต็ม ๆ ของ KMS ขององค์กร ในที่นี้สมมุติให้ใช้ชื่อ kms.องค์กร.com

cscript slmgr.vbs /skms kms.องค์กร.com

4. จากนั้นถึงกำหนด activate วินโดวส์ก็จะส่งคำขอและเปิดใช้งานเองโดยอัตโนมัติ หรือหากต้องการให้ activate ทันทีก็ทำได้ด้วยคำสั่ง

cscript slmgr.vbs /ato

ถ้าการเปิดใช้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อใช้พารามิเตอร์ /dli เพื่อตรวจสอบสถานะการ activate ก็จะแสดงสถานะเป็น Licensed ดังนี้


5. สำหรับชุดโปรแกรมออฟฟิศ เราต้องเปลี่ยนพาธไปที่ไดเรกตอรีของ Office เสียก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและรุ่นของออฟฟิศที่ใช้ สำหรับวินโดวส์ 32 บิต อยู่ภายใต้ Program Files แต่สำหรับวินโดวส์ 64 บิต จะอยู่ใต้ Program Files (x86) จากนั้นเข้าไปใต้ Microsoft Office และ Office ตามรุ่นที่ใช้ตามลำดับ ใช้คำสั่ง cd เปลี่ยนพาธตามความถนัดครับ สำหรับตัวอย่างด้านล่าง เป็นเครื่องที่ใช้วินโดวส์ 32 บิต และออฟฟิศรุ่น 2010

cd "\Program Files\Microsoft Office\Office14"

6. VB script สำหรับจัดการไลเซนส์ของวินโดวส์ คือ ospp.vbs ซึ่งอยู่ใต้ไดเรกตอรีข้างต้น พารามิเตอร์สำหรับระบุ KMS ขององค์กรให้ใช้คำสั่งดังนี้

cscript ospp.vbs /sethst:kms.องค์กร.com

7. หากต้องการให้ activate ทันที ให้ใช้คำสั่ง

cscript ospp.vbs /act

การตรวจสอบสถานะการเปิดใช้สำหรับออฟฟิศ ให้ใช้พารามิเตอร์ /dstatus หากการ activate เรียบร้อย ก็จะแสดงสถานะเป็น Licensed เช่นกัน หากในเครื่อง ติดตั้งโปรแกรมอื่นในชุดออฟฟิศอย่างเช่น Visio และ Project การเปิดใช้ก็จะส่งผลต่อโปรแกรมเหล่านี้ด้วยทันที

อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์ของการใช้ KMS คือการ activate ซอฟต์แวร์ภายในองค์กร หากเรารู้ชื่อ KMS Host ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต จะแอบไปเปิดใช้ผ่านหน่วยงานนั้น ๆ ได้ไหม คำตอบคือ "ได้" หากคำขอของเราผ่านไฟร์วอลล์ไปถึง KMS แต่โดยทั่วไป ทุกองค์กรล้วนต้องปกป้องสิทธิการใช้งานของตน และมักกำหนดสิทธิให้เข้าถึงได้จากภายในองค์กรเท่านั้น หรือถ้าหน่วยงานใดไม่ได้กำหนดไว้ แนะนำให้บล็อคโดยด่วนครับ

ถึงตอนนี้การเปิดใช้ทั้งวินโดวส์และออฟฟิศสำหรับคอมพิวเตอร์ในองค์กรของเราก็เสร็จเรียบร้อย หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องกำหนดพารามิเตอร์ให้ต่างกันด้วย โปรแกรมจากค่ายเดียวกันแท้ ๆ ... นั่นสิ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ^_^

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เปิดไฟร์วอลล์เพื่อเข้าถึงไฟล์บน Hyper-V Server และ Windows Server Core

คุณสมบัติหนึ่งที่น่าสนใจของวินโดวส์เซอร์ฟเวอร์ตั้งแต่ 2008 เป็นต้นมา คือความสามารถในการติดตั้งให้ทำงานในโหมดบรรทัดคำสั่งเพียงอย่างเดียว หรือที่เรียกว่า Server Core ซึ่งช่วยลดการตกเป็นเป้าโจมตีจากภายนอกได้ เนื่องจากแทบไม่มีบริการที่ไม่จำเป็นใด ๆ เปิดไว้เลย นอกจากสิ่งที่แอดมินติดตั้งและเปิดให้บริการเท่านั้น นอกจากการติดตั้งวินโดวส์เซอร์ฟเวอร์ในโหมดนี้แล้ว หากต้องการนำมาใช้เป็น Hypervisor เพียงอย่างเดียว ไมโครซอฟต์ยังใจดีให้ดาวน์โหลด Hyper-V Server มาใช้ได้ฟรี ๆ อีกด้วย ซึ่งอันที่จริง Hyper-V Server ก็คือวินโดวส์เซอร์ฟเวอร์คอร์ที่มาพร้อมกับบทบาทไฮเปอร์ไวเซอร์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถติดตั้งบทบาทหรือฟังก์ชันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้เท่านั้นเอง แต่สำหรับไฮเปอร์ไวเซอร์ดี ๆ ฟรี ๆ ที่ใช้ได้ไม่เว้นแม้แต่ในเชิงธุรกิจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

Hyper-V Server: ติดตั้งเสร็จแล้ว ... แล้วจะก๊อปปี้ VM หรือไฟล์ ISO ขึ้นไปยังไง?
จากคุณสมบัติคร่าว ๆ ข้างต้น ดูจะทำให้แอดมินลินุกซ์และยูนิกซ์ที่ต้องผันตัวเองมาทำงานกับวินโดวส์แฮปปี้ขึ้นมาบ้าง อะไรจะดีไปกว่าวินโดวส์เซอร์ฟเวอร์ที่ไม่มี bloatware รีโมทเข้าไปทำงานได้ง่าย ๆ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งดีใจไป บรรทัดคำสั่งของวินโดวส์ไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีของแอดมินสักเท่าไหร่ บนลินุกซ์และยูนิกส์ หากต้องการก๊อปปี้ไฟล์ไปไว้ที่เซอร์ฟเวอร์ก็แค่เข้า SSH หรือ sftp แล้วก๊อปปี้ไฟล์ได้ตามใจ ดังตัวอย่างในที่นี้หลังจากติดตั้ง Hyper-V Server เรียบร้อยแล้ว เราก็คงต้องการเข้าไปสร้าง VM แล้วจะ copy ISO ขึ้นไปยังไงดี ในเบื้องต้นต้องเปิดไฟร์วอลล์เพื่อเข้าถึงไฟล์ได้ก่อน โดยป้อนคำสั่งดังนี้

netsh advfirewall firewall set rule group="File and Printer Sharing" new enable=Yes

จากนั้นเราสามารถเข้าถึงไดร์ฟ C บนเซอร์ฟเวอร์ได้ทันทีผ่าน Explorer ตามปกติ

\\Server\C$

แน่นอนว่าต้องป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านสำหรับเซอร์ฟเวอร์เครื่องนั้น ๆ ด้วย และคำสั่งเหล่านี้ใช้ได้กับวินโดวส์ที่ติดตั้งแบบ GUI ด้วย เพียงเท่านี้ก็สามารถก๊อปปี้ไฟล์ ISO สำหรับนำไปติดตั้งบน Hyper-V ได้ แล้วจะติดตั้งอย่างไร? เพราะมันไม่มีเครื่องมือหรือ GUI ให้ใช้? ไว้จะมาอธิบายในโอกาสต่อไปครับ

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รู้จักกับ BYOD

ยุคนี้หากใครทำงานสายไอทีอาจเคยได้ยินคำว่า BYOD, BYOC หรือ BYO สั้น ๆ กันมาบ้างแล้ว อย่าสับสนกับ BSOD (Blue Screen of Death) ที่เจอกันบ่อย ๆ เวลาวินโดวส์แฮงก์นะครับ คำนี้ย่อมาจาก Bring Your Own (D = Device, C = Computer) ซึ่งหมายถึงการให้พนักงานในองค์กรนำคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ของตนเองเข้ามาใช้ในสำนักงานได้

ในอดีตการทำงานในองค์กรมักมีประเด็นด้านการเข้าถึงทรัพยากรและแอพพลิเคชัน ซึ่งต้องได้รับการป้องกันและรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี องค์กรเป็นผู้จัดเตรียมคอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ตามข้อกำหนดขององค์กรและได้รับการตั้งค่าให้เข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ขององค์กรมักถูกเข้ารหัสไว้ หากเกิดการโจรกรรมก็จะสูญเสียเพียงฮาร์ดแวร์เท่านั้นเนื่องจากผู้อื่นไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เราเรียกคอมพิวเตอร์เหล่านี้ว่า Managed Device หรืออุปกรณ์ที่ได้รับการบริหารจัดการจากส่วนกลางนั่นเอง

คอมพิวเตอร์เหล่านี้ มักไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ติดตั้งซอฟต์แวร์ตามใจชอบ ผู้ใช้จึงนิยมพกคอมพิวเตอร์ส่วนตัวไปทำงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊ก บางคนพกโทรศัพท์ทั้ง iPhone และ Android มี iPad และโน้ตบุ๊กอยู่ในเป้ออกไปทำงานทุกวัน นั่นคือคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องแล้ว จึงเริ่มเกิดคำถามว่า ทำไมจึงไม่หาทางให้พนักงานนำคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ของตนมาใช้ องค์กรประหยัดค่าฮาร์ดแวร์ บุคลากรสบายใจที่จะใช้อุปกรณ์ของตน นี่จึงเป็นที่มาของหลักการ BYOD ที่กำลังเป็นแนวโน้มการทำงานขององค์กรในยุคปัจจุบัน

ไว้คราวหน้าจะเอาเรื่องราวของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ BYOD มาเล่าสู่กันฟังครับ