แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bargain แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bargain แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Kindle Fire บน Amazon Japan ลดเพิ่ม 3,000 เยนทุกรุ่น ถึง 1 กันยายน 2013

วันนี้ได้อีเมลจาก Amazon.co.jp แจ้งว่า Kindle ตระกูล Fire ลดราคา 3,000 เยนทุกรุ่น และถ้า Bing Translator แปลให้ไม่ผิด โปรโมชันนี้จะมีถึงวันที่ 1/9/2013 (จริง ๆ ใช้ Google Translate แปลแล้วรอบนึง แต่คราวนี้อ่านแล้วงงเลยลอง Bing แทน)


จากที่เคยเขียนไว้ Japan No Visa จงรีบไปซื้อ Amazon Kindle โดยพลัน ราคาปกติของ Kindle ในญี่ปุ่นก็ถูกกว่าที่อื่น ๆ แม้แต่ในสหรัฐฯ ถ้าตอนนี้ใครกำลังเล็งเครื่องอ่านอีบุ๊กจอสีอยู่ แล้วบังเอิญจะไปญี่ปุ่นช่วงนี้พอดีจัดได้เลยครับ เพราะเท่ากับลดราคาราว 1,000 บาททุกรุ่น อย่าง Fire HD ตอนนี้แม้ค่าเงินบาทตกลงไปมาก แต่ 12,800 เยนก็ตกราว 4,200 หรือ Kindle Fire ที่ลดเหลือ 9,800 เยน ซึ่งก็คือ 3,200 บาทเท่านั้น แถมเว็บ Amazon ประเทศญี่ปุ่นยังมีบริการส่งของให้ไปรับตามร้านสะดวกซื้อได้ทั่วประเทศ สั่งซื้อไว้ มีเพื่อนฝูงไปก็ฝากแวะรับให้ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะซื้อ อย่าลืมพิจารณาให้ดี แม้ Kindle Fire จะเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android แต่ Market ที่ใช้ต้องผูกอยู่กับ Amazon เป็นหลัก ดังนั้นแอพหลาย ๆ ตัวอาจไม่มีให้ใช้ หรือไม่ก็ต้องไปหารอมใหม่มาลงเพื่อให้ใช้เป็นแท็บเล็ตได้เต็มรูปแบบ ถ้าอยากได้แท็บเล็ตไว้เล่นแอพ แนะนำให้มองรุ่นอื่น แต่ถ้าเน้นอ่านหนังสือ ดูเว็บ ดูหนัง ฟังเพลง ได้เครื่องงานประกอบดี ๆ ในราคาถูก จัดมาสักตัวก็ไม่เสียหลาย

แต่จะดีใจมาก ถ้า Paperwhite มาร่วมโปรลด 3,000 เยนกับเขาด้วย

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Japan No Visa จงรีบไปซื้อ Amazon Kindle โดยพลัน


 เมื่อคิดถึงเครื่องอ่านอีบุ๊ก ชื่อแรกที่แว่บขึ้นมาในใจคงหนีไม่พ้น Amazon Kindle บ้านเราก็เริ่มมีวางขายกันตามร้านหนังสือหรือบางส่วนก็หิ้วมาขายกันราคาถูกบ้างแพงบ้างแล้วแต่แหล่งที่มา(และกำไร) ช่วงเปิดตัวใหม่ ๆ ขนาดที่อเมริกาเองยังขายดีจนหาซื้อกันแทบไม่ได้ จริง ๆ บ้านเราก็สั่งมาจาก Amazon โดยตรงก็ได้นะ แต่ค่าส่งรวมภาษีคิดแล้วราคาอาจสูงขึ้นอีกเครื่องสองสามพันบาท

สองรุ่นที่น่าสนใจแล้วก็เป็นรุ่นเด่นที่อยู่บนหน้าเว็บของ Amazon เลยก็คือ Kindle Fire HD กับ Kindle Paperwhite เจ้า Fire HD ก็ไม่ต่างจาก Android Tablet ทั่วไป แต่ได้ ecosystem ของ Amazon มาด้วย โดยส่วนตัวใช้ Fire ตัวแรกอยู่คิดว่าเอามาใช้บ้านเราคงไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะแอพ หนังกับเพลงก็ไม่ได้เปิดให้ใช้ เอา Tablet จริง ๆ อย่าง Nexus 7 มาใช้แล้วลง Kindle app ดีกว่า แต่ถ้าเอามาอ่านหนังสือเป็นหลักแล้วต้องการแบตอยู่อึด ๆ ก็ไม่เลวครับ เพราะอยู่ได้นานกว่า tablet ทั่วไปเยอะเลย

ส่วนใครสนใจเครื่องอ่านอีบุ๊กที่เน้นเฉพาะอ่านหนังสือจริง ๆ แนะนำ Kindle จอขาว-ดำดีกว่า เทคโนโลยี e-ink ช่วยให้ตัวหนังสืออ่านสบายตากว่ามาก พอเป็น paperwhite ที่มีแหล่งกำเนิดแสงในตัวยิ่งช่วยให้อ่านกลางคืนหรือในที่มืด ๆ ได้ด้วย แถมแบตอยู่ได้นานเป็นเดือน อ่านหนังสือหมดไปหลายเล่มแบตยังไม่หมดเลย ที่อเมริกาถ้าซื้อ Kindle Paperwhite มีสองรุ่นครับ คือรุ่น "with special offers" ที่จะแสดงโฆษณาขณะพักหน้าจอ ราคา $119 ขณะที่รุ่นไม่มีโฆษณาจะราคา $139 จริง ๆ โฆษณาก็ไม่น่าเกลียดครับ เพราะไม่ได้มายุ่งอะไรกับเราตอนอ่านหนังสือ เพียงแต่รุ่นที่ส่งออกขายต่างประเทศจะเป็นรุ่นไม่มีโฆษณาเท่านั้น คิดแล้วก็ตก 4,200 บาทไทย ส่วนที่วางขายตามร้านหนังสือบ้านเรา ถ้าจำไม่ผิด 7,990 บาทครับ


ที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ ถ้าเปิดเว็บ Amazon ญี่ปุ่น จะเจอโฆษณา Kindle 2 รุ่นนี้เช่นกัน ที่น่าสนใจคือราคา คิดแล้วถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนอยู่ที่ .3 เจ้า Fire HD จะอยู่ที่ 4,800 บาท ขณะที่ Paperwhite อยู่ราว 2,400 บาทเท่านั้น ที่สำคัญ เป็นรุ่นไม่มีโฆษณาด้วย ถูกกว่าไปซื้อที่อเมริกาซะอีก ใครเกาะกระแส Japan No Visa ไปญี่ปุ่นช่วงนี้ เจอวางขายที่ไหนอย่าลืมซื้อติดมือกลับบ้านมาได้เลยครับ คุ้มมาก ๆ แต่ถ้าจะเอามาขาย ช่วยเอากำไรน้อยหน่อยก็ไดีนะ :-)

ถ้าใครซื้อมาแล้วเปิดดูเจอแต่ร้านหนังสือภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องตกใจครับ เอากลับมา reset เครื่องบ้านเราเดี๋ยวระบบจะไปเกาะร้านหนังสือที่ US แทน มีหนังสือภาษาอังกฤษ์ให้เลือกอ่านเพียบเหมือนเดิม

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แล้ว Chrome บน Android/iOS ก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย 3G ได้

ใครใช้เบราว์เซอร์ Opera คงทราบดีว่าจุดขายของเขาคือโหลดหน้าเว็บได้เร็วเพราะใช้หลักการของ proxy โดยช่วยบีบอัดข้อมูลหน้าเว็บก่อนส่งมาให้ผู้ใช้ วันนี้เปิด Chrome บน Android ก็เจอข้อความชวนทดลองใช้ฟังก์ชันบีบอัดข้อมูลเพื่อลด traffic โดยใช้ proxy เหมือนกัน (มาช้ายังดีกว่าไม่มานะ :-) ลองใช้มาสักพักพบว่าลดปริมาณไปได้ราว 60% สำหรับการเปิดเว็บทั่วไป แต่ถ้าเปิดเว็บที่เน้นรูปภาพก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ ที่สำคัญ หากเชื่อมต่อแบบ https หรือใช้โหมดไม่ระบุตัวตน incognito ก็จะไม่ส่งผ่าน proxy ของ Google ทำให้ไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนี้โดยปริยาย ที่สำคัญอีกเรื่องคือที่เคย block โฆษณาไว้ พอข้อมูลถูกบีบอัดแล้วส่งผ่านมาจาก Google โฆษณาเหล่านั้นก็ติดสอยห้อยตามกลับมาด้วยทันที แต่โดยรวมก็นับว่าน่าใช้ครับ เนื่องจากช่วยลดปริมาณการใช้ข้อมูลลงได้อย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็ทำให้แพคเกจ 3G อยู่กับเราได้นานขึ้นอีกหน่อย ก่อนต้องจ่ายค่าใช้งานส่วนเกิน

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แวะ Bic Camera อย่าลืมใช้บัตร Visa ซื้อสินค้าปลอดภาษีแล้วยังได้ลดราคาเพิ่มอีก 5%


ที่ญี่ปุ่น ร้าน Bic Camera (ย้ำว่า Bic มิใช่ Big อย่างร้านกล้องในบ้านเรา) น่าจะเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้สนใจเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที นาฬิกา หรือแม้แต่กันดั้ม และแน่นอนว่าต้องมีกล้อง อุตส่าห์ชื่อนี้ถ้าไม่มีกล้องคงประหลาดไปหน่อย จริง ๆ ร้านใหญ่ ๆ หลายร้านในญี่ปุ่นต่างก็มีเคาน์เตอร์ขอคืนภาษีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่ญี่ปุ่นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มคือ 5% โดยมีเงื่อนไขว่าต้องซื้อสินค้ารวมกัน 10,000 เยนขึ้นไป หรือคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะนี้ก็ตก 3,000 บาท แน่นอนว่าซื้อสินค้าประเภทนี้ก็คงถึงเกณฑ์ได้ง่าย ๆ

นอกจากได้ลดราคาจากป้าย 5% แล้ว ช่วงนี้ใครใช้บัตรวีซ่ายังมีโปรโมชันสำหรับซื้อสินค้าและบริการในญี่ปุ่นอีกหลายรายการ ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ ส่วนใหญ่ต้องพิมพ์คูปองติดมือไปด้วย แต่สำหรับโปรโมชันของ Bic Camera นี่ไม่ต้องใช้ แค่ใช้บัตรวีซ่าซื้อสินค้าคิดราคารวมภาษีตั้งแต่ 10,501 เยนขึ้นไปก็ได้ลดเพิ่มอีก 5% ทันที

ใช้สิทธิซื้อสินค้าปลอดภาษีแล้ว ทางร้านจะขอเล่มหนังสือเดินทางไปเย็บเอกสารแนบไว้แล้วจะมีเคาน์เตอร์ตรวจสอบที่ ตม. อย่าลืมยื่นไปให้พนักงานดึงออกด้วยครับ