วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Japan No Visa จงรีบไปซื้อ Amazon Kindle โดยพลัน


 เมื่อคิดถึงเครื่องอ่านอีบุ๊ก ชื่อแรกที่แว่บขึ้นมาในใจคงหนีไม่พ้น Amazon Kindle บ้านเราก็เริ่มมีวางขายกันตามร้านหนังสือหรือบางส่วนก็หิ้วมาขายกันราคาถูกบ้างแพงบ้างแล้วแต่แหล่งที่มา(และกำไร) ช่วงเปิดตัวใหม่ ๆ ขนาดที่อเมริกาเองยังขายดีจนหาซื้อกันแทบไม่ได้ จริง ๆ บ้านเราก็สั่งมาจาก Amazon โดยตรงก็ได้นะ แต่ค่าส่งรวมภาษีคิดแล้วราคาอาจสูงขึ้นอีกเครื่องสองสามพันบาท

สองรุ่นที่น่าสนใจแล้วก็เป็นรุ่นเด่นที่อยู่บนหน้าเว็บของ Amazon เลยก็คือ Kindle Fire HD กับ Kindle Paperwhite เจ้า Fire HD ก็ไม่ต่างจาก Android Tablet ทั่วไป แต่ได้ ecosystem ของ Amazon มาด้วย โดยส่วนตัวใช้ Fire ตัวแรกอยู่คิดว่าเอามาใช้บ้านเราคงไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะแอพ หนังกับเพลงก็ไม่ได้เปิดให้ใช้ เอา Tablet จริง ๆ อย่าง Nexus 7 มาใช้แล้วลง Kindle app ดีกว่า แต่ถ้าเอามาอ่านหนังสือเป็นหลักแล้วต้องการแบตอยู่อึด ๆ ก็ไม่เลวครับ เพราะอยู่ได้นานกว่า tablet ทั่วไปเยอะเลย

ส่วนใครสนใจเครื่องอ่านอีบุ๊กที่เน้นเฉพาะอ่านหนังสือจริง ๆ แนะนำ Kindle จอขาว-ดำดีกว่า เทคโนโลยี e-ink ช่วยให้ตัวหนังสืออ่านสบายตากว่ามาก พอเป็น paperwhite ที่มีแหล่งกำเนิดแสงในตัวยิ่งช่วยให้อ่านกลางคืนหรือในที่มืด ๆ ได้ด้วย แถมแบตอยู่ได้นานเป็นเดือน อ่านหนังสือหมดไปหลายเล่มแบตยังไม่หมดเลย ที่อเมริกาถ้าซื้อ Kindle Paperwhite มีสองรุ่นครับ คือรุ่น "with special offers" ที่จะแสดงโฆษณาขณะพักหน้าจอ ราคา $119 ขณะที่รุ่นไม่มีโฆษณาจะราคา $139 จริง ๆ โฆษณาก็ไม่น่าเกลียดครับ เพราะไม่ได้มายุ่งอะไรกับเราตอนอ่านหนังสือ เพียงแต่รุ่นที่ส่งออกขายต่างประเทศจะเป็นรุ่นไม่มีโฆษณาเท่านั้น คิดแล้วก็ตก 4,200 บาทไทย ส่วนที่วางขายตามร้านหนังสือบ้านเรา ถ้าจำไม่ผิด 7,990 บาทครับ


ที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ ถ้าเปิดเว็บ Amazon ญี่ปุ่น จะเจอโฆษณา Kindle 2 รุ่นนี้เช่นกัน ที่น่าสนใจคือราคา คิดแล้วถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนอยู่ที่ .3 เจ้า Fire HD จะอยู่ที่ 4,800 บาท ขณะที่ Paperwhite อยู่ราว 2,400 บาทเท่านั้น ที่สำคัญ เป็นรุ่นไม่มีโฆษณาด้วย ถูกกว่าไปซื้อที่อเมริกาซะอีก ใครเกาะกระแส Japan No Visa ไปญี่ปุ่นช่วงนี้ เจอวางขายที่ไหนอย่าลืมซื้อติดมือกลับบ้านมาได้เลยครับ คุ้มมาก ๆ แต่ถ้าจะเอามาขาย ช่วยเอากำไรน้อยหน่อยก็ไดีนะ :-)

ถ้าใครซื้อมาแล้วเปิดดูเจอแต่ร้านหนังสือภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องตกใจครับ เอากลับมา reset เครื่องบ้านเราเดี๋ยวระบบจะไปเกาะร้านหนังสือที่ US แทน มีหนังสือภาษาอังกฤษ์ให้เลือกอ่านเพียบเหมือนเดิม

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Line แจก sticker ฟรี ฉลองผู้ใช้ 200 ล้านคน โมเดลนี้ท่าทางมาแรง

เห็นโพสต์แจ้งข่าวกันบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นการตลาดแบบไวรัลมาตั้งแต่เมื่อวาน ว่า Line ฉลองผู้ใช้ 200 ล้านคน แจก sticker 4 วัน 4 แบบ เริ่มตั้งแต่ 24 ก.ค. คิด ๆ แล้ว ข่าวนี้มาถึงคนที่ไม่ได้ชอบแชต ไม่ค่อยใช้ Line ไม่เปิดดูข่าวสารที่นอกเหนือจากงานหรือเรื่องที่สนใจอย่างผมได้ แถมพาลให้เข้าไปดาวน์โหลดแล้วกลับมาเปิด Line อีกครั้ง แถมยังมาเขียนลงบล็อกแบบนี้อีก การตลาดแบบไวรัลนี่ใช้ได้เลยทีเดียว แม้ตัวโปรแกรมแจกฟรี แต่ลูกเล่นต่าง ๆ เป็น in-app purchase ถ้าผู้ใช้ขนาดนี้ก็คงขายได้ไม่น้อย

แถมคิดถึงอีกข่าวที่ Whatsapp ก็ปรับโมเดลมาเป็นดาวน์โหลดฟรีแล้วใช้วิธี subscription บน iOS จากเดิมขายขาด ทำให้ตอนนี้เหมือนกันทุกแพลตฟอร์ม ยิ่งพาลให้คิดว่าจากนี้ไปซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อาจเข้าโหมดโหลดฟรีคิดตังค์ทีหลังแบบนี้กันมากขึ้น

ใครวางแผนเขียนโปรแกรมขายบนโมบายคงต้องเตรียมปรับตัวกันให้ดี

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แล้ว Chrome บน Android/iOS ก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย 3G ได้

ใครใช้เบราว์เซอร์ Opera คงทราบดีว่าจุดขายของเขาคือโหลดหน้าเว็บได้เร็วเพราะใช้หลักการของ proxy โดยช่วยบีบอัดข้อมูลหน้าเว็บก่อนส่งมาให้ผู้ใช้ วันนี้เปิด Chrome บน Android ก็เจอข้อความชวนทดลองใช้ฟังก์ชันบีบอัดข้อมูลเพื่อลด traffic โดยใช้ proxy เหมือนกัน (มาช้ายังดีกว่าไม่มานะ :-) ลองใช้มาสักพักพบว่าลดปริมาณไปได้ราว 60% สำหรับการเปิดเว็บทั่วไป แต่ถ้าเปิดเว็บที่เน้นรูปภาพก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ ที่สำคัญ หากเชื่อมต่อแบบ https หรือใช้โหมดไม่ระบุตัวตน incognito ก็จะไม่ส่งผ่าน proxy ของ Google ทำให้ไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนี้โดยปริยาย ที่สำคัญอีกเรื่องคือที่เคย block โฆษณาไว้ พอข้อมูลถูกบีบอัดแล้วส่งผ่านมาจาก Google โฆษณาเหล่านั้นก็ติดสอยห้อยตามกลับมาด้วยทันที แต่โดยรวมก็นับว่าน่าใช้ครับ เนื่องจากช่วยลดปริมาณการใช้ข้อมูลลงได้อย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็ทำให้แพคเกจ 3G อยู่กับเราได้นานขึ้นอีกหน่อย ก่อนต้องจ่ายค่าใช้งานส่วนเกิน

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แนะนำแอพ Kindle สำหรับ Windows 8


ตั้งแต่เริ่มใช้ Amazon Kindle จนตอนนี้ก็สะสมหนังสือมาหลายร้อยเล่มแล้ว (แน่นอนว่ากว่า 90% เป็นหนังสือฟรี) ปกติไม่อ่านบนเครื่อง Kindle ก็อ่านบนมือถือหรือไม่ก็แท็บเล็ตโดยใช้ Kindle app วันนี้นึกสนุกเปิด Windows Store ลองค้นเล่น ๆ เจอ Kindle เหมือนกัน โหลดมาติดตั้งลองใช้ดู หน้าตาเข้าท่าดี การจัดวางเลย์เอาต์ ขนาดตัวอักษร อ่านง่ายดีทีเดียว

ตัวอย่างนี้ลองเปิดอ่านหนังสือ An Essential Guide to Google Drive การเปลี่ยนหน้าก็ใช้ Page Up และ Page Down ตามปกติ ฟังก์ชันต่าง ๆ ก็เหมือนกับแอพ Kindle บนแพลตฟอร์มอื่น ๆ


เมื่อคลิกขวา ตัวเลือกต่าง ๆ ก็จะปรากฎขึ้นมาดังรูป มีตัวเลือกสำหรับการจดบันทึก เปลี่ยนขนาดอักษร และที่สำคัญคือ Sync ซึ่งจะบันทึกหน้าปัจจุบันแล้วกระจายไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ทำให้อ่านได้อย่างต่อเนื่อง ดูแล้วรู้สึกว่า Amazon ให้ความสำคัญกับ Windows 8 ไม่น้อยทีเดียว

โดยรวมแล้ว แอพ Kindle บนวินโดวส์ 8 ทำออกมาได้ดีครับ แนะนำให้มีติดเครื่องไว้เป็นอย่างยิ่ง

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เมื่อ Gmail เปลี่ยนไป

เปิดโน้ตบุ๊คเช็คเมลเมื่อคืนพบว่าหน้าตา Inbox เปลี่ยนไป เช้านี้หยิบมือถือมาดู Inbox บนนี้ก็เปลี่ยนตามไปด้วย จุดเด่นของภาพลักษณ์ใหม่นี้ก็คือ Tab ที่จะจำแนกประเภทอีเมลให้เป็นหมวดหมู่โดยอัตโนมัติ ถ้าเราต้องการเพิ่มเมลไหนไว้ในหมวดใดแค่ลากขึ้นไปใส่ได้เลย ระบบจะถามเราว่าจากนี้ไปจะให้จับใส่แท็บนี้ทุกครั้งที่เมลจากผู้ส่งเดียวกันนั้นมาใหม่หรือไม่

จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ Google ก็บังคับเปลี่ยนหน้า Inbox ของเราไปเรียบร้อยแล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อัพเดต Galaxy Tab 7.0 Plus โปรดระวัง อาจเข้า Wi-Fi ไม่ได้


การอัพเดตแบบ over the air หรือ OTA ช่วยให้เราได้ใช้ firmware ใหม่ ๆ กับอุปกรณ์ไร้สายของเราได้ง่าย ๆ แต่บางครั้งก็อาจเป็นตัวสร้างปัญหาให้ก็ได้ อย่างเจ้า Galaxy Tab 7.0 Plus ตัวนี้ มี OTA ให้อัพเกรดเป็น Jelly Bean พออัพเกรดปุ๊บก็รู้สึกว่าเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาเดียวที่พบคือ Wi-Fi เข้าไม่ได้ซะงั้น ทั้งที่เคยใช้ได้ปกติมาตั้งแต่ตอนเป็น ICS ลอง reset ใหม่ก็แล้ว เปลี่ยน channel ก็แล้ว ยังเข้าไม่ได้ ที่แปลกคือเอาไปเข้า Wi-Fi ที่อื่นกลับเข้าได้ตามปกติครับ ลองค้น ๆ ดูมีคนเจอปัญหาเข้ากันไม่ได้กับ Wi-Fi access point หรือ router รุ่นเก่าหลายคนเหมือนกัน สุดท้ายต้องพึ่ง Odin กลับไปใช้ ICS ทุกอย่างกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

บางครั้ง "อะไรไม่เสียก็ไม่ต้องซ่อม" ก็ไม่เลวเหมือนกันครับ

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปิด IPv6 บน Debian 7

หลักสำคัญของการเพิ่มความเข้มแข็งให้มาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ใด ๆ ประการหนึ่งก็คือการปิดอะไรทั้งหลายที่ไม่ได้ใช้ซะ แต่สิ่งหนึ่งที่แถมมากับระบบปฏิบัตการใหม่ ๆ ก็คือ IPv6 ที่จริงถ้าองค์กรของเราใช้อยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ได้ใช้แล้วเครื่องของเราเปิดทิ้งไว้ก็จะกลายเป็นประตูที่รอให้มีผู้บุกรุกโจมตีได้

วันนี้บังเอิญติดตั้งระบบใหม่โดยเลือกใช้ Debian 7 ไหน ๆ ก็เปิดคู่มือหาวิธีปิด IPv6 แล้ว ขอโพสต์ไว้เผื่อใครจะใช้ในลำดับต่อไปสักหน่อย เนื่องจาก IPv6 เป็นคุณสมบัติที่มากับเคอร์แนล การจะปิดฟังก์ชันนี้จึงต้องไปกำหนดค่าไว้ใน /etc/sysctl.d ซึ่งจริง ๆ อาจตั้งชื่อไฟล์ local.conf แล้วป้อนพารามิเตอร์ตามต้องการ หรือจะแยก conf ไฟล์สำหรับแต่ละตัวเลือกก็ได้ ในที่นี้ใช้วิธีสร้างไฟล์ใหม่ด้วยคำสั่งนี้

echo net.ipv6.conf.all.disable_ipv6=1 > /etc/sysctl.d/disableipv6.conf

หลังจากบูตเครื่องใหม่ IPv6 ก็จะถูกปิดไว้โดยอัตโนมัติ ตรวจสอบง่าย ๆ ด้วยคำสั่ง ifconfig อีกครั้ง สำหรับ distro หรือเวอร์ชันอื่น ๆ จริง ๆ ก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยเฉพาะ Debian กับ Ubuntu ที่ใช้โครงสร้างไดเรกทอรีเดียวกัน แต่สำหรับ CentOS ก็เพิ่มตัวเลือก disable_ipv6=1 นี้ไว้ในไฟล์ /etc/sysctl.conf แทนได้ครับ