วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลองของ: Here Drive ระบบนำทาง GPS ดี ๆ ที่มาพร้อมเสียงนำทางคาราโอเกะ



จำได้ว่าเมื่อช่วงแรก ๆ ที่สมาร์ทโฟนอย่าง iPhone และ Android ออกใหม่ ๆ ช่วงนั้นไม่ได้ให้ความสนใจเลย เพราะชีวิตยังผูกพันกับระบบนำทางบน Windows Mobile อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นบนโทรศัพท์มือถือหรือบนอุปกรณ์ GPS ติดรถ ขณะที่โปรแกรมที่มากับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ หลายโปรแกรมต่างก็ต้องการให้ออนไลน์เพื่อโหลดแผนที่เฉพาะบริเวณที่ใช้งาน ซึ่งข้อดีก็คือได้แผนที่ที่เป็นปัจจุบัน แต่ปัญหาคือเวลาไปต่างประเทศไม่ได้ต่อเน็ตแล้วจะนำทางยังไง จนตอนนี้ แม้จะเปลี่ยนโทรศัพท์เป็นแอนดรอยด์ (ไปหลายเครื่อง) แต่ GPS ติดรถตัวหลักที่ใช้ก็ยังคงเป็น Windows CE เก๋ากึ๊กอยู่ดี

พอเริ่มเห็นโฆษณา Windows Phone อย่าง Nokia Lumia ว่ามีระบบนำทางแบบ turn-by-turn ติดมาให้ใช้ได้ฟรี แถมเป็นแผนที่แบบออฟไลน์ และมีให้โหลดได้หลายประเทศด้วยยิ่งสนใจ ที่จริงสาเหตุที่ตัดสินใจเลือก Nokia แม้ช่วงนี้ทั้ง Samsung Ativ S หรือ HTC 8X จะลดราคาอย่างน่าใจหายก็ตาม ก็เพราะแอพ Here Drive ที่เป็น Exclusive นี่แหละ ถึงจะมีวิธีเอาไปลงข้ามรุ่นได้ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะทำงานได้ครบทุกฟังก์ชันหรือเปล่า สุดท้ายเลยได้เจ้า Lumia 620 มา แล้วก็เพิ่งมีโอกาสได้ลองใช้ระบบนำทางเมื่อสองสามวันที่แล้วนี้เอง


ตอนเริ่มใช้ครั้งแรก ระบบขึ้นมาให้ดาวนโหลดแผนที่ ใช้เวลาโหลดผ่าน Wi-Fi ไม่นานก็โหลดเสร็จ แต่น่าสนใจตรงที่แผนที่ที่ดาวน์โหลดมาไม่ยักเก็บไว้ใน SD card แต่กลับอยู่ในหน่วยความจำของโทรศัพท์ ดังนั้นถ้าจะโหลดแผนที่มาเก็บไว้หลาย ๆ ประเทศคงไม่เหมาะ อีกส่วนที่ต้องโหลดมาติดตั้งก่อนใช้งานระบบนำทางคือไฟล์เสียง ซึ่งมีหลายภาษาให้เลือก แต่เมื่อโหลดครั้งแรกลืมโหลดเสียง ระบบเลยนำทางแบบเงียบ ๆ มีเสียงเดียวที่ดังเป็นครั้งคราวคือเสียงกริ่งเตือนความเร็วเกินกำหนด นับว่าดีครับ พอรู้ตัวจะได้ลดความเร็วลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่มีกล้องจับความเร็ว ^_^

หน้าจอนำทางทั้งในแบบแนวตั้งและแนวนอนดูง่ายและชัดเจนดี ปัญหาที่พบคือการกำหนดพิกัดปลายทางนอกเหนือจากที่มีในฐานข้อมูลยังไม่สะดวกนัก ไม่สามารถจิ้มจุดที่ต้องการแล้วบอกให้นำทางไปได้เหมือนอีกหลาย ๆ โปรแกรม การกำหนดเงื่อนไขในเส้นทาง เช่นต้องการเลี่ยงถนนสุขุมวิท เพราะรู้ว่ารถติดแน่ ๆ ก็ยังไม่เห็น แต่เรื่องการนำทาง การจับสัญญาณ GPS และการใช้งานจริง นับว่าทำงานได้ดี หน้าจอปรับเป็นโหมดกลางคืนโดยอัตโนมัติเมื่อพลบค่ำ


พอโหลดชุดเสียงนำทางภาษาไทยมาใช้ เปิดครั้งแรกแอบขำนิดหน่อย เพราะถึงแม้จะฟังเข้าใจ แต่เสียงบอกทางนั้นราวกับให้ฝรั่งมาอ่านคำไทยแบบคาราโอเกะ ลองจินตนาการว่าพอเราไม่เชื่อคำแนะนำ แล้วระบบพูดซ้ำ ๆ "เลี่ยว ไซ้ ทั่น ที" เพื่อให้เรากลับรถไปอีกทางหนึ่ง แล้วก็ดันไม่เชื่อซะด้วย เลยนั่งฟังฝรั่งบ่นไทยไปตั้งนาน

สรุปเท่าที่ลองใช้คร่าว ๆ ชอบครับ เป็นระบบนำทางที่ใช้งานได้จริง ไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต ดังนั้นเอาไปใช้ต่างประเทศได้สบาย ติดอย่างเดียว เย็นนี้ว่าจะกลับไปเอาเสียงนำทางภาษาอังกฤษมาใช้แทนน่าจะฟังรื่นหูกว่า

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Free Book of the Day - Greatest Clicks: A Dog Photographer's Best Shots

ปกติเปิดเข้า Amazon Kindle มักไปดูหัวข้อหนังสือไอทีหรือหาอะไรแนว Sci-Fi มาอ่านเล่นมากกว่า วันนี้ลองเปิดเข้า Photography เจอเล่มนี้ Greatest Clicks: A Dog Photographer's Best Shots โดย Mark J. Asher เป็นหนังสือภาพที่เล่าถึงแรงบันดาลใจของช่างภาพที่รักการถ่ายภาพสุนัขคนหนึ่ง แม้จะมีไม่กี่หน้า แต่มีรูปสวยถูกใจหลายรูปทีเดียว ที่สำคัญตอนนี้โหลดฟรีจากราคาปกติ 3.99 เหรียญด้วย

อ่านบน Kindle สำหรับ Windows 8

แม้จะโหลดไปอ่านได้บน Kindle รุ่นไหนก็ได้ แต่สำหรับเล่มนี้แนะนำให้เอาไปอ่านดูบนอุปกรณ์ที่เป็นจอสีดีกว่าครับ อ่านจบอยากคว้ากล้องออกไปถ่ายรูปบรรดาหมา ๆ ที่บ้านกันเลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลองของ: Bing Translator ปะทะ Google Translate ในโหมดภาพถ่าย

รู้กันอยู่ว่า Microsoft กับ Google แอบมีงัดข้อกันเล็ก ๆ มาตลอด ล่าสุดนี่ก็มีประเด็น App YouTube ที่ไมโครซอฟต์ปล่อยออกมาให้ใช้ได้วันเดียวก็ถูกกูเกิลบล็อคไปเรียบร้อยโดยให้เหตุผลว่าทำผิดข้อตกลง นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้เห็นว่าการทำเองใช้เองได้เป็นอะไรที่ดีที่สุดจริง ๆ

ระบบการแปลภาษาก็เป็นฟังก์ชันเด่นอย่างหนึ่งของกูเกิลมาแต่ไหนแต่ไร กับ Google Translate ที่หลายคนคงเคยใช้ช่วยแปลภาษาบนเว็บกันอยู่บ่อย ๆ แม้จะแปลเป็นภาษาไทยได้ไม่ถูกใจเท่าไหร่ แต่การแปลเป็นภาษาอังกฤษก็เชื่อถือได้ไม่น้อย และที่ใช้บ่อย ๆ คือการให้แปลจากรูปถ่ายที่สะดวกมาก ๆ เช่นกัน


วันนี้ได้แป้งเค้กกึ่งสำเร็จรูปมา (แน่นอนว่าลดราคา ^_^) เจอคำอธิบายเป็นภาษาเยอรมัน ไม่ต้องคิดอะไรมากหยิบเจ้า Galaxy Nexus มาถ่ายรูปแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ แต่คิดอีกทีไหน ๆ ก็ได้ Nokia Lumia 620 มาแล้ว ลองใช้สายไมโครซอฟต์แปลบ้างดีกว่า เปิด Bing Translator ลองถ่ายดูบ้าง ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ


คำแปลอาจไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่นับว่าใช้งานได้ดีทั้งสองค่ายครับ ส่วนตัวยังชอบวิธีใช้งานของสายแอนดรอยด์มากกว่า เพราะใช้วิธีจับภาพนิ่งแล้วให้เลือกบริเวณที่ต้องการแปลได้ตามต้องการ แต่ต้องยอมรับว่าสายวินโดวส์โฟนก็ใช้ง่าย เพียงวางภาพไว้ในเฟรมเครื่องก็แปลข้อความทั้งรูปให้ลอยเด่นขึ้นมาในรูปแบบ AR ทันที แต่วินโดวส์โฟนก็ยังมีข้อจำกัดด้านภาษาอยู่คือแปลจากภาพถ่ายได้เพียง 7 ภาษาเท่านั้น คือจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาเลียน โปรตุกีส และสแปนิช


ณ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าฟังก์ชันการแปลภาษาของกูเกิลใช้งานได้กว้างขวางและอเนกประสงค์กว่า แถมอัพเดตล่าสุดจาก AppDisqus ยังแจ้งว่ากูเกิลเพิ่มความสามารถแปลภาษาจากลายมือเขียนภาษาไทยลงในโปรแกรมแล้ว

จงสู้ต่อไป... วินโดวส์โฟน

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มาลด traffic จากการ update Debian และ Ubuntu ด้วย apt-cache กันดีกว่า

หลายหน่วยงานคงมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการลินุกซ์กันอยู่ไม่มากก็น้อย ทางฝั่งเซอร์ฟเวอร์หลัก ๆ คงไม่พ้น RedHat, CentOS หรือไม่ก็ Debian แต่ระยะหลัง ๆ ก็เริ่มเห็น Ubuntu Server เพิ่มขึ้นมาบ้าง ขณะที่ฝั่งเดสก์ทอปโดยเฉพาะในบ้านเราคงหนีไม่พ้น Ubuntu เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่ายิ่งมีคอมพิวเตอร์จำนวนมาก เวลาอัพเดตแต่ละครั้งย่อมเกิด traffic เยอะมากเช่นกัน หรือในห้องแล็บสำหรับการเรียนการสอนที่ต้องติดตั้งแพคเกจเพิ่มเติมเป็นประจำ บางครั้งกว่าจะติดตั้งเสร็จครบทุกเครื่องก็หมดชั่วโมงพอดี จะตั้ง mirror ไว้เองก็อาจเกินความจำเป็น แค่ใช้แคชมาช่วยเก็บแพคเกจเท่าที่ใช้จริงก็เพียงพอแล้ว

Apt-cache เซอร์ฟเวอร์

สำหรับครั้งนี้ขอกล่าวถึงระบบแคชสำหรับติดตั้งแพคเกจของ Debian และ Ubuntu กันก่อน ซึ่งถ้ามีเซอร์ฟเวอร์หรือเครื่องที่รัน Debian หรือ Ubuntu อยู่แล้วก็นำมาใช้ได้เลย จะเป็น text หรือ graphic mode ก็ได้ ขอแค่เข้าเน็ตไปดาวน์โหลดแพคเกจมาเก็บไว้ได้เท่านั้น ติดตั้งง่ายมากด้วยคำสั่งเพียงบรรทัดเดียว

apt-get install apt-cache

ถ้าให้ดี เครื่องที่ทำหน้าที่เป็น apt cache นี้ควรเป็นเครื่องที่เข้าเน็ตได้โดยไม่ต้องผ่านการ authenticate และควรเข้าถึงได้จากเครื่องอื่น ๆ ภายในองค์กรของตนได้ด้วยชื่อ ตั้งให้จำง่าย ๆ อย่าง abc ก็ได้ครับ หลังจากติดตั้งแล้วก็ต้องแก้ไขค่าต่าง ๆ เล็กน้อย ในไฟล์ /etc/apt-cacher/apt-cacher.conf ส่วนใหญ่ก็มีรายละเอียดอยู่แล้ว แค่ปลดคอมเมนต์หรือแก้ไขค่าตามต้องการบางข้อเท่านั้น

daemon_port = 3142

ปกติ apt-cache คอยรับการเชื่อมต่อที่พอร์ต 3142 แต่จริง ๆ โปรโตคอลที่ใช้ก็คือ HTTP และโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซอร์ฟเวอร์ก็คือ Apache นั่นเอง ดังนั้นหากต้องการเข้าถึง cache ก็ใช้ http://abc:3142 ได้เลย หรือถ้าเครื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเว็บเซอร์ฟเวอร์อยู่ จะใช้แคชเป็นเว็บหลักก็ย่อมได้ เพียงแก้ตัวเลือกนี้เป็น 80 เท่านั้น

allowed_hosts = 172.16.0.0/16; 192.168.1.0/24;

รายการหมายเลขไอพีของโฮสต์ที่สามารถเข้ามาใช้แคชได้ หน่วยงานไหนใช้ช่วงไอพีช่วงไหนก็ใส่ไว้ตามนั้นได้เลย คั่นไว้ด้วยเซมิโคลอนครับ

path_map = debian ftp.th.debian.org/debian; debian-sec security.debian.org; ubuntu th.archive.ubuntu.com/ubuntu; ubuntu-sec security.ubuntu.com/ubuntu;

ตัวเลือก path_map ใช้กำหนดชื่อสำหรับอ้างถึง mirror ของ apt source ต่าง ๆ ในที่นี้ต้องการใช้ apt-cache นี้สำหรับทั้ง Debian และ Ubuntu จึงมีรายละเอียดดังที่เห็นข้างต้น ซึ่งจริง ๆ รายการโฮสต์สำหรับมาใส่ในตัวเลือกนี้ก็ไปดูจาก /etc/apt/sources.list ของเครื่องไคลเอนต์ได้เลย

Sources.list ของไคลเอนต์

หลังจากกำหนดค่าต่าง ๆ บนเซอร์ฟเวอร์เสร็จแล้ว ทุกเครื่องทางฝั่งไคลเอนต์ก็ต้องแก้ไขไฟล์ /etc/apt/sources.list โดยใช้ชื่อที่กำหนดไว้ใน path_map ของเซอร์ฟเวอร์มาใช้ เช่นจากเดิม

deb http://ftp.th.debian.org/debian/ wheezy main
deb-src http://ftp.th.debian.org/debian/ wheezy main

deb http://security.debian.org/ wheezy/updates main
deb-src http://security.debian.org/ wheezy/updates main

แก้เป็น

deb http://abc:3142/debian wheezy main
deb-src http://abc:3142/debian wheezy main

deb http://abc:3142/debian-sec wheezy/updates main
deb-src  http://abc:3142/debian-sec wheezy/updates main

ซึ่งชื่อโฮสต์ abc ก็แก้ไขให้เป็นไปตามที่ใช้จริงได้เลย ในทางกลับกัน หากในตัวเลือก daemon_port กำหนดเป็น 80 ก็ไม่ต้องระบุ port ครับ

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประเดิม Nokia Lumia 620 ด้วยการ hard reset ที่นานที่สุดตั้งแต่เริ่มใช้มือถือ!


หลังจากคิดแล้วคิดอีกมาพักใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อเจ้า Nokia Lumia 620 มาทำความรู้จักกับ Windows Phone 8 สักหน่อย แม้เจ้าตัวเล็กนี่จะด้อยกว่าตัวอื่น ๆ แทบทุกอย่างทั้งซีพียู หน่วยความจำ ความละเอียดจอภาพและกล้อง แต่ก็มีของเล่นครบครันรวมถึง NFC อย่างน้อยก็เอามาลองได้ทุกอย่างไม่แพ้รุ่นพี่ ที่สำคัญราคามือสองอยู่ที่ราวสี่พันบาทบวกลบนิดหน่อย ถ้าจะขายต่อก็ไม่เจ็บตัวมาก ได้เครื่องมาแกะกล่องลองทุกอย่างใช้ได้ดีปกติไม่มีปัญหา เลยสั่งรีเซ็ตเครื่องเพิ่มเริ่มค่าตั้งต้นใหม่ มีข้อความเตือนว่าระวังข้อมูลหาย ไม่เป็นไรตั้งใจอยู่แล้ว จากนั้นไม่นานตาขวาก็เริ่มกระตุกเมื่อพบว่าฟันเฟืองในรูปหมุนไม่หยุดอยู่หลายนาที

ระหว่างรอลองค้นในเน็ตเจอกระทู้ในหลายเว็บมีคนถามถึงเวลาที่ใช้รีเซ็ตโทรศัพท์ตระกูล Windows Phone 8 เอาล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ได้เจออยู่คนเดียว ทั้ง 820 และ 920 ก็มีอาการนี้เหมือนกัน หลายคนตอบมาช่างน่าตกใจว่าสามารถกินเวลาได้ตั้งแต่หลายสิบนาทียันสิบชั่วโมง!!! จากเดิมใช้แอนดรอยด์มานาน รีเซ็ตเครื่อง ลงรอมใหม่เป็นประจำ คุ้นชินกับข้อความบอกว่าอาจใช้เวลาถึง 5 นาทีหลังจากบูตเครื่องใหม่แต่ก็ไม่เคยถึงเลยสักครั้ง ถ้าบนวินโดวส์โฟนจะนานขนาดนี้เตือนผู้ใช้ไว้หน่อยก็ดีนะ

ปล่อยทิ้งไว้ทั้งคืนในที่สุดก็ลองปิดเปิดใหม่ หน้าจอฟันเฟืองกลับมาหมุนอยู่อีกราวเกือบสองชั่วโมงกว่าจะขึ้นมาให้เริ่มตั้งค่า แล้วเครื่องก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ เล่นซะหวาดเสียว นึกว่าจะพังก่อนได้เริ่มใช้ซะแล้ว สรุปเวลาตั้งแต่เริ่มรีเซ็ตจนกลับมาใช้ได้ ราว 10 ชั่วโมง นานที่สุดตั้งแต่เริ่มใช้มือถือมา!

Update: เปิดเจอในเว็บ http://www.appdisqus.com/2013/04/28/brick-hard-reset.html บอกว่าอาการนี้เกิดจากตัวเครื่องจะทดสอบตัวเองว่าแบตพอหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าอาจเหลือน้อยเกินกว่าจะอัพเดตได้สำเร็จก็จะค้างอยู่หน้าจอนี้ จริง ๆ แค่แสดงข้อความบอกผู้ใช้ หรือไม่ก็บอกก่อนกดรีเซ็ตก็ได้ให้เสียบปลั๊กซะก่อน ปวดใจกับวินโดวส์บนพีซีมาหลายครั้ง ตามมาปวดใจบนโทรศัพท์อีก คิดถูกหรือคิดผิดเนี่ย -_-"

เอาเป็นว่าใครเจอปัญหานี้ เอาเครื่องไปเสียบปลั๊ก กด volume down + ปิดเครื่องค้างไว้ เดี๋ยวเปิดใหม่สักพักก็น่าจะเรียบร้อยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ยอดขาย smart phone ครึ่งปีแรก 2013 Android นำลิ่ว iOS กับ Windows Phone ตามมาไกล ๆ ส่วน BB ท่าจะแย่

ผ่านไปครึ่งปีแล้ว หลายเว็บไซต์ก็เริ่มมีการสรุปยอดขายไตรมาสที่ 2 ออกมาให้บรรดาสาวกค่ายต่าง ๆ ได้ลุ้นก้นว่ายอดขายอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการตัวโปรดของตนทำการตลาดได้ดีแค่ไหน แน่นอนว่าค่ายที่ได้รับความนิยมสูง ๆ ย่อมดึงดูดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สร้างแอพดี ๆ มาให้ใช้กันก่อนค่ายอื่น เพราะถ้าอุตส่าห์ทุ่มแรงกายแรงใจพัฒนาแอพดี ๆ ออกมาแต่กลับไม่มีใครใช้แพลตฟอร์มนั้น ๆ โปรแกรมเมอร์คงเสียใจแย่

ข้อมูลจาก TechCrunch เห็นได้ว่ายอดขายโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2013 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2012 ถึง 73.5% โดยขายได้ถึง 187.4 ล้านเครื่อง ถ้าเทียบกับโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่น นั่นคือสมาร์ทโฟน 8 ใน 10 เครื่องที่ขายในไตรมาส 2 นี้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ จากตาราง ระบบปฏิบัติการยอดฮิตตลอดกาลอีกรายหนึ่งอย่าง iOS แม้จำนวนเครื่องที่ขายได้ดูไม่หวือหวา แต่ยอดขายก็เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ Windows Phone ที่แม้จะมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวอย่างโนเกียที่ทุ่มหมดใจให้ไมโครซอฟต์ ขณะที่ HTC และซัมซุงต่างก็ดูจะถอยห่างไปเป็นระยะ ๆ แต่ยังทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 77.6% ซึ่งนับว่าเป็นที่ 1 ในเรื่องของยอดขายที่เพิ่มขึ้นเลยทีเดียว



จากตาราง แม้ BB จะไม่ได้อยู่อันดับสุดท้าย แต่ก็เป็นผู้เล่นหลักในตลาดสมาร์ทโฟนรายเดียวที่ยอดขายมีแนวโน้มลดลง ด้วยการมาของ BlackBerry OS 10 ที่สามารถรันแอพของแอนดรอยด์ได้ ก็อาจช่วยเพิ่มยอดขายให้ BB ได้บ้างแต่เรา ๆ ท่าน ๆ ในฐานะผู้พัฒนาแอพก็คงต้องจด ๆ จ้อง ๆ รอดูกันต่อไป ขอเอาใจช่วย BB ครับ แต่ระหว่างนี้ถ้าจะพัฒนาแอพให้เข้าถึงผู้ใช้แพร่หลายที่สุด สงสัยต้องเน้น Android เป็นอันดับแรกก่อนล่ะนะ

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปรับความละเอียดสำหรับการส่งออกภาพนิ่ง (dpi) ของ PowerPoint และ LibreOffice Impress

ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์เป็นโปรแกรมนำเสนองานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ความสามารถหนึ่งที่หลายคนคงเคยใช้คือการนำมาทำไดอะแกรม ทำแผนภาพ แล้วส่งออกไปใช้ในโปรแกรมอื่น ๆ ด้วยความสามารถวางออบเจ็คต์ต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างอิสระของเพาเวอร์พอยต์ พอทำเสร็จ ค่อยบันทึกไฟล์ให้เป็น JPG หรือ PNG เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไฟล์ไปแทรกไว้ในเอกสารอื่น ๆ หรือส่งไปอัดเป็นรูปภาพตามร้านได้ง่าย ๆ แต่ภาพที่ส่งออกไปแม้จะดูคมชัดบนจอภาพ แต่พิมพ์ออกมากลับเกรนแตกใช้งานไม่ได้เลย เป็นเช่นนี้เนื่องจากความละเอียดของการส่งออกไฟล์ของเพาเวอร์พอยต์ตามปกติตั้งไว้เพียงแค่ 96 dpi เท่านั้น ขณะที่ความละเอียดสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายคือ 300 dpi

วันนี้มานั่งทำไดอะแกรมบนเพาเวอร์พอยต์ 2010 ตั้งใจจะส่งภาพออกไปแทรกในเอกสารเลยพบว่าไฟล์ที่ได้เกรนแตก นึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่ติดตั้งเครื่องนี้มายังไม่เคยตั้งค่าใหม่นี่นา เคยทำตั้งแต่สมัยใช้ออฟฟิศ 2003 บนเครื่องเก่าเมื่อนานมาแล้ว เลยต้องอาศัยเว็บสนับสนุนของไมโครซอฟต์ http://support.microsoft.com/kb/827745/th ช่วยรื้อฟื้นวิธีตั้งค่ากลับมาอีกครั้ง สรุปรวม ๆ ก็คือการตั้งค่า dpi สำหรับการส่งออกภาพในเพาเวอร์พอยต์นั้น ต้องไปแก้ไขรีจิสตรี้ของระบบด้วยโปรแกรม regedit ไปแก้ไขที่

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Office\XX.X\PowerPoint\Options

โดย XX.X ที่เห็นนั้นคือเลขเวอร์ชันที่เราใช้นั่นเอง เช่นออฟฟิศ 2010 ก็คือเวอร์ชัน 14.0 จากนั้น เข้าไปสร้างคีย์ใหม่ชนิด DWORD ขนาด 32 บิต ชื่อ ExportBitmapResolution กำหนดค่าตามต้องการ เช่นต้องการใช้ 300 dpi ก็ใส่ค่า 300 อย่าลืมเลือกเป็นเลขฐาน 10 หรือ decimal ด้วยครับ


คิดเล่น ๆ ฟังก์ชันนี้ จริง ๆ ก็น่าจะมีคนต้องการใช้หลายคน ขนาดบนเว็บไมโครซอฟต์เองยังต้องบอกวิธีตั้งค่าในรีจิสตรี้ไว้ให้ แถมมีตั้งแต่เวอร์ชัน 2003 ยัน 2013 ห่างกันถึง 10 ปี การตั้งค่าก็ง่ายดาย เพียงแค่ไปใส่เลขตัวเดียว แล้วทำไมพี่แกไม่ทำออกมาเป็นตัวเลือกในโปรแกรมซะเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่เอาเถอะ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น จะว่าไป ไหน ๆ ก็ต้องกำหนดค่าใช้เพาเวอร์พอยต์แล้ว ไปกำหนดให้ลิเบอร์ออฟฟิศด้วยซะเลยดีกว่า ต่อไปจะใช้ตัวไหนจะได้ไม่เสียเวลามานั่งทำอีก แต่เดี๋ยวก่อน เปิดลิเบอร์ออฟฟิศอิมเพรสขึ้นมาลองส่งออกไฟล์ เจอกล่องโต้ตอบนี้ขึ้นมา


ตั้งค่าความละเอียด ความกว้าง ความสูงของภาพที่ส่งออกได้ทันที นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ไม่ต้องไปยุ่งกับรีจิสตรี้ ใช้กับระบบปฏิบัติการอะไรก็ได้ บางครั้งก็รู้สึกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ค่ายใหญ่ ๆ ก็ลืมคิดถึงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้นะ

ว่าแล้ว เปลี่ยนมาใช้ลิเบอร์ออฟฟิศกันเถอะ ^_^